Wednesday, July 20, 2016




โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
เรื่อง  โรคมะเร็ง
จัดทำโดย
.. ศริเมศร์      โชติธนะจารุวัชร์   ม.3/เลขที่ 3
.. วีรชัย          ศรีโพธิ์ชัย             ม.3/เลขที่ 7
.. ธนกร         โภคทรัพย์ไพศาล ม.3/เลขที่ 17
.. พัชรพร     อนันธศิริ              ม.3/เลขที่ 19
.. ยุวดี           มหิทธิฤทธิ์           ม.3/เลขที่ 23
.. พรนัชชา    หนูแสง                ม.3/เลขที่ 27
.. ก้องกิดากร   ตั้งวุฒิธร             ม.3/5 เลขที่ 28


ครูที่ปรึกษา
มาสเตอร์  ยุทธพงษ์  ศรีหาพล






สารบัญ
บทที่1   บทนำ  สาระสำคัญของโครงงาน  วัตถุประสงค์  ประโยชน์ที่ได้รับ
บทที่2   เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
บทที่3   วิธีการดำเนินโครงงาน
บทที่4   ผลการดำเนินงาน
            4.1 ผลการพัฒนา
            4.2 ตัวอย่างการนำเสนอ
บทที่5   สรุป  อภิปรายและข้อเสนอแนะ
            5.1 การดำเนินงานจัดทำโครงงาน
             5.2สรุปผลการดำเนินงานโครงงาน
             5.3ข้อเสนอแนะ






บทที่1
บทนำ
สาระสำคัญของโครงงาน
                เทคโนโลยีทางการสื่อสารทางด้านคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเริ่มมีบทบาทในการดำเนินชีวิตของมนุษย์และมีส่วนช่วยทางด้านการศึกษาอีกด้วย      สื่อสมัยใหม่นิยมเป็นสื่อการเรียนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพราะสะดวกรวดเร็ว ตัวอย่างสื่อทางด้านการศึกษา  เช่น  เรื่องโรคมะเร็ง  มะเร็งเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของเซลล์ที่ผิดปกติ  คือ  เซลล์จะแบ่งตัวและเจริญอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นเนื้องอกร้ายและรุกรานร่างกายส่วนข้างเคียง มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังส่วนที่อยู่ห่างไกลได้ผ่านระบบน้ำเหลืองหรือกระแสเลือด ไม่ใช่ว่าเนื้องอกทุกชนิดจะเป็นมะเร็งเพราะเนื้องอกไม่ลุกลามอวัยวะข้างเคียงและไม่กระจายไปทั่วร่างกาย มีมะเร็งที่ส่งผลต่อมนุษย์ที่ทราบแล้วกว่า200ชนิด      ดังนั้นพวกเราจึงคิดทำโครงงานเกี่ยวกับการพัฒนาสื่อทางการศึกษาเรื่องโรคมะเร็ง  โดยได้รวบรวมข้อมูล เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง  เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจและรักสุขภาพของตนเอง
วัตถุประสงค์
1.           เพื่อศึกษาและพัฒนาเรื่อง โรคมะเร็ง
2.           เพื่อเป็นสื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
3.           เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจทั่วไป     

ประโยชน์ที่ได้รับ
1.  ได้ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
 2.  ได้ทราบวิธีการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตนที่ถูกต้องต่อไป
 3.  ได้สื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับโรคมะเร็ง
บทที่2
เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
         การพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา เรื่อง โรคมะเร็ง   โรคมะเร็งเป็นโรคของผู้ใหญ่แต่พบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบได้สูงในอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบน้อยกว่าในผู้ใหญ่ประมาณ 10 เท่า   โรคมะเร็งที่พบบ่อยของชายไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว กระเพาะปัสสาวะ ช่องปาก กระ เพาะอาหาร และหลอดอาหารโรคมะเร็งพบบ่อยของหญิงไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง เต้านม ปากมดลูก ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่รังไข่ เม็ดเลือดขาว ช่องปาก ต่อมไทรอยด์ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง         โรคมะเร็งพบบ่อยในเด็กไทย เรียงจากลำดับแรก 4 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว   โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง     โรคเนื้องอก/มะเร็งสมอง และโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมา



        โรคมะเร็ง คือ โรคที่มีเซลล์ผิดปกติขึ้นในร่างกาย และเซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบ โตรวดเร็ว ร่างกายควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเซลล์เหล่านี้ จึงเจริญลุกลามและแพร่กระจายได้ทั่วร่างกาย ส่งผลให้เซลล์ปกติของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆทำงานไม่ได้ จึงเกิดเป็นโรค และมีอาการต่างๆขึ้น และเมื่อเป็นมะเร็งของอวัยวะสำคัญ หรือ มะเร็งแพร่กระจายเข้าอวัยวะสำคัญ อวัยวะเหล่านั้นจึงล้มเหลว ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด ได้แก่ ปอด ตับ สมอง ไตกระดูก และไขกระดูก
        โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกที่ ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็ง โตเร็ว ลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง เข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้าหลอดเลือด/กระแสเลือด และหลอดน้ำ เหลือง/ ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆได้ทั่วร่างกาย โดยมักแพร่สู่ ปอด ตับ สมอง กระดูก และไขกระดูก ดังนั้นโรคมะเร็งจึงเป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง มีการรักษาที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง   โรคเนื้องอก ได้แก่ มีก้อนเนื้อผิดปกติ แต่โตช้า ไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง เพียงกด หรือ เบียดเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายทางกระแสโล หิต และทางกระแสน้ำเหลือง จึงเป็นโรคที่รักษาได้หายโดยการผ่าตัด                                                                                                                                                                                                                  
       


          สาเหตุของโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน แต่แพทย์พบปัจจัยเสี่ยงได้หลายปัจจัย และเชื่อว่า สาเหตุน่ามาจากหลายๆปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โอกาสเกิดจากปัจจัยเดียวพบได้น้อยมาก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็ง  ได้แก่
-     มีพันธุกรรมผิดปกติ เป็นได้ทั้งพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ หรือ พันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด
-      สูบบุหรี่
-      ดื่มสุรา
-      ขาดสารอาหาร การกินผักและผลไม้
-       กินอาหารไขมันหรือ เนื้อแดงสูงต่อเนื่องเป็นประจำ
-       การสูดดมสารพิษบางชนิดเรื้อรัง เช่น สารพิษในควันบุหรี่ สารก่อมะเร็ง หรือ      สัมผัสสารก่อ มะเร็งอย่างต่อเนื่องโดย เฉพาะใน ปริมาณสูง
-        ร่างกายได้รับโลหะหนักเรื้อรังจาก การหายใจ อาหาร และ น้ำดื่ม เช่น สารปรอท
-        ติดเชื้อไวรัสบางชนิด  เช่น  ไวรัส เอชไอวี (HIV) ไวรัส เอชพีวี (HPV)
-        ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อเอชไพโลริในกระเพาะอาหาร (โรคติดเชื้อเอชไพโลไร)
-        ติดเชื้อพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ตับ
-        การใช้ยาฮอร์โมนเพศต่อเนื่อง

โรคมะเร็งมีอาการอย่างไร
          ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือ มักเป็นอาการที่เลวลงเรื่อยๆและเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่างๆนานเกิน 1-2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ได้ แก่
มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการดูแลตนเองในเบื้องต้น
-     มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ มักแข็ง ไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อยๆ
-     ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วผิดปกติ หรือ เป็นแผลแตก
-     หายใจ หรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-     เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงข้างเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
-     ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด
-      มีเสมหะ น้ำลาย หรือ เสลดปนเลือดบ่อย
-       อาเจียนเป็นเลือด
-       ปัสสาวะเป็นเลือด
-       ปัสสาวะบ่อย ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-       อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือ เป็นมูกเลือด
-        ท้องผูก สลับท้องเสีย โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-         มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมี ในวัยหมดประจำเดือนหรือ หลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน
-           ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นอึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-           มีไข้ต่ำๆหาสาเหตุไม่ได้
-            มีไข้สูงบ่อย หาสาเหตุไม่ได้
-            ผอมลงมากใน 6 เดือน มักตั้งแต่ 10%ขึ้นไปของน้ำหนักตัวเดิม
-            มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย
-            ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน
-             ปวดหลังเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง
แพทย์รู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
           แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งได้จาก ประวัติอาการต่างๆของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย การตรวจภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่มีอาการด้วยเอกซเรย์ หรือ เอมอาร์ไอ แต่ที่ให้ผลแน่นอน คือ เจาะ/ดูดเซลล์จากก้อนเนื้อเพื่อการตรวจทางเซลล์วิทยา หรือ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา (ตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางพยาธิวิทยา)


โรคมะเร็งมีกี่ระยะ
         ระยะโรคมะเร็ง คือ ตัวบอกความรุนแรงของโรค บอกแน ทางการรักษา และแพทย์ใช้ในการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง
          โดยทั่วไปโรคมะเร็งมี 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1-4 ซึ่งทั้ง 4 ระยะ อาจแบ่งย่อยได้อีกเป็น เอ (A) บี (B) หรือ ซี (C) หรือ เป็น หนึ่ง หรือ สอง เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยประเมินการรักษา ส่วน โรคมะเร็งระยะศูนย์ (0) ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริง เพราะเซลล์เพียงมีลักษณะเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่มีการรุกราน (Invasive) เข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง
-         ระยะที่ 1: ก้อนเนื้อ แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม
-        ระยะที่ 2: ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามภายในเนื้อเยื่อ
-        ระยะที่ 3: ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง
-        ระยะที่ 4: ก้อน/แผลมะเร็งขนาดโตมาก และ/หรือ ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียงจนทะลุและเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนมะเร็ง โดยพบต่อมน้ำเหลืองโตคลำได้หรือมีหลากหลายต่อมและแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิตและหลอดน้ำเหลืองไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ สมองกระดูก  ไขกระดูก ต่อมหมวกไต  ต่อมน้ำเหลือง   ในช่องท้อง ในช่องอก และต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า


            วิธีรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน ได้แก่ ผ่าตัด รังสีรักษา ยาเคมีบำบัด ยาฮอร์โมน ยารักษาตรงเป้า รังสีร่วมรักษา และการรักษาประคับประคองตามอาการด้วยอายุรกรรมทั่วไป
การรักษาโรคมะเร็งอาจเป็นวิธีใดวิธีเดียว หรือ หลายวิธีร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นกับ
-          ระยะโรค
-          ชนิดของเซลล์มะเร็ง
-           เป็นมะเร็งของเนื้อเยื่อ/อวัยวะใด
-           ผ่าตัดได้หรือไม่ หลังผ่าตัด ยังคงหลงเหลือก้อนมะเร็งหรือไม่
-           ผลพยาธิวิทยาชิ้นเนื้อหลังผ่าตัดเป็นอย่างไร
-           อายุ และ   สุขภาพผู้ป่วย
      การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง คือ การตรวจพบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะยังไม่มีอาการ มักเกิดกับมะเร็งระยะ0หรือ1 ทั้งนี้เพราะโรคมะเร็งในระยะนี้มีโอกาสรักษาได้หายสูงกว่าโรคมะเร็งในระยะอื่นๆ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ คือ การตรวจเมื่อพบโรคแล้วภายหลังการรักษา ผู้ป่วยจะมีอัตรารอดจากโรคมะเร็งสูงขึ้น  ปัจจุบัน การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ คือ ตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง ตับ ปอด ต่อมลูก หมาก และรังไข่ ยังมีการถกเถียงกันอยู่ในหมู่แพทย์ ถึงข้อดีข้อเสีย และผลข้างเคียงจากการตรวจรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจว่าเหมาะสมหรือไม่ และควรให้การตรวจเฉพาะกับบุคคลกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเหล่านี้ หรือให้การตรวจได้กับคนทั่วไป
       ปัจจุบัน วิธีป้องกันโรคมะเร็งที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ที่หลีกเลี่ยงได้ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งที่สำคัญ คือ
-            กินอาหารมีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ทุกวัน ในปริมาณที่เหมาะสม คือ ไม่ให้อ้วนหรือ ผอม เกินไป    โดยจำกัดเนื้อแดงแป้ง น้ำตาล ไขมัน เกลือ แต่เพิ่มผัก ผลไม้ให้มากๆ
-            ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพ สม่ำเสมอ
-            รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งชนิดมีประสิทธิภาพดังได้กล่าวแล้ว
-            หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง
      การเตรียมตัวพบแพทย์เพื่อตรวจ และ/หรือ รักษา โรคมะเร็ง ได้แก่
-          เตรียมเอกสารสิทธิต่างๆให้พร้อม
-          เอกสาร/ยา/ผลตรวจต่างๆ/เอกซเรย์ เมื่อเคยรักษาโรคต่างๆมาก่อน รวมทั้งใบส่งตัวจากต้นสังกัดหรือ จาก แพทย์ต้นสังกัด (เมื่อเป็นการส่งตัวรักษาต่อ)
-          ใส่เสื้อผ้า รองเท้า ที่สวมสบาย เปลี่ยน ถอดง่าย เพราะในการตรวจอาจต้องมีการเปลี่ยนเสื้อผ้า     รองเท้า
-          สมุดจดบันทึก เพื่อจดบันทึกสิ่งที่แพทย์แนะนำ หรือ ต้องการเพิ่มเติม รวมทั้งจดบันทึกคำถามต่างๆ   ที่ต้องการถามแพทย์
-           ญาติสายตรงอย่างน้อย 1 คน (สามี ภรรยา บิดา มารดา หรือ บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว) กรณีพบแพทย์เพื่อการรักษา ทั้งนี้เพื่อร่วมปรึกษา รับฟัง และเซ็นยินยอมรักษา
-            งดอาหาร และน้ำดื่ม อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เผื่ออาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติ
          ทุกคนมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ทุกคนเพราะปัจจุบันนี้สิ่งแวดล้อมมีพิษมาก   ผู้ที่ชอบทานอาหารที่มีสารอนุมูลอิสระเยอะ เช่น ของร้อน ของทอด ของปิ้งย่างก็เพิ่มความเสี่ยงคูณเข้าไปอีก ทานผักที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงก็คูณเพิ่มไปอีก  สำหรับคนที่ชอบทานปลาเพราะเป็นอาหารสุขภาพ แต่ปลาในปัจจุบันมีปรอทอยู่ทุกตัว ซึ่งความจริงแล้วเป็นไบโอเอ็กซ์ซีมูเลชั่น คือ โรงงานผลิตสารพิษเข้าสู่อากาศเมื่อฝนตกลงมาในดิน  แล้วดินชะล้างจากน้ำจืดแล้วลงไปสู่น้ำทะเล เพราะฉะนั้นตอนนี้ปลา 100% ที่มีสารปรอททุกตัวและมีมากน้อยต่างกัน ถ้าเป็นปลากินเนื้อก็มีสารปรอทมากกว่าเนื่องจากภาวะ ไบโอเอ๊กซีมูเลท ที่สะสมเพิ่มขึ้น
Image result for รูปของทอด Image result for รูปของทอด


               มะเร็งไม่ว่าจะเกิดส่วนใดก็เกิดโรคตรงส่วนนั้น เช่น ถ้าเราปวดหัวบ่อยๆ ควรไปเอกซเรย์เพื่อสแกนสมองดูเนื้อมะเร็งที่เยื่อหุ้มสมอง มีอาการปวดท้องบ่อยๆ ทานยาแล้วยังไม่หายดีถ้าผ่านไปสัก 2-3 เดือนแล้วควรต้องไปตรวจเช็ค เพราะอาจจะกำลังเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งตับอ่อนที่ทำให้เกิดการปวดในช่องท้อง
http://www.siamca.com/UserFiles/Image/operation.jpg
การผ่าตัดใช้ได้เฉพาะมะเร็งระยะเริ่มต้น
               การรักษามะเร็งไม่ว่าจะวิธีผ่าตัดเคมีฉายแสงให้ฮอร์โมนต่างๆเหล่านี้ยังไม่ได้ผลที่ดีเท่าไหร่ มะเร็งในระยะต้นเมื่อผ่าตัดแล้วมักจะได้ผล คือ ระยะ 1-2 หายขาดได้ แต่ถ้าเป็นระยะท้ายๆ รักษาไม่ได้ผลเลย
               ปัจจุบันนี้เคยทีการรักษาครั้งใหญ่โดยให้คนที่เป็นมะเร็งรวมกันแล้ววิจัยดูความต่างระหว่างรักษากับไม่รักษามีผลต่างกันอย่างไร ซึ่งผลที่ออกมาต่างกันเพียงแค่ 5% คือ มีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นเพียง 5 % เท่านั้น  การรักษามะเร็งต้องบูรณาการ ทำแต่วิธีเดียวไม่ได้ต้องร่วมกับการประกอบหลายๆอย่าง การเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองบางรายอาจใช้เป็นการเปลี่ยนอาหารใหม่ซึ่งก็แล้วแต่เทคนิคโดยเฉพาะที่สถาบันในประเทศเยอรมันที่เน้นการรักษามะเร็งครบวงจรบูรณาการ
          ภูมิเสริมมีอยู่หลายตัว เช่น ภูมิเสริมจากภายนอก สารสกัดจากเห็ดบางชนิด เห็ดของทิเบตก็มีตัวกระตุ้นภูมิ หรือใช้วิธีดึงภูมิในตัวเราที่ใช้ไม่ได้ดููดเลือดออกมา หลังจากนั้นนำไปเลี้ยงให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะไม่สามารถเลี้ยงในตัวได้ เพราะมะเร็งกดไว้อยู่ เมื่อเลี้ยงจนขนาดเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 100-1,000 เท่าให้แข็งแรงและดุต่อเชื้อมะเร็ง โดยการนำเชื้อมะเร็งมาทดสอบ  เมื่อแข็งแกร่งดีแล้วก็ใส่เข้าไปใหม่เป็นวิธีที่ญี่ปุ่นใช้กัน ซึ่งในเมืองไทยเราก็เริ่มมี
        ปัญหาของการตรวจพบมะเร็ง คือ ตรวจพบในระยะสุดท้ายส่วนมากการตรวจสุขภาพประจำปีช่วยได้บ้างแต่ถ้าช่วยได้มากคือการตรวจยีนส์เพื่อดูว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งมากน้อยแค่ไหน ซึ่งมีการตรวจได้สามารถเช็คระดับของยีนส์ เป็นการเกิดมะเร็งระยะสูงซึ่งยังไม่มีการเกิดโรคมะเร็งแต่เป็นการตรวจหาความผิดปกติในยีนส์
แต่เป็นการตรวจในเมืองไทยยังไม่คุ้นเคยแต่ในต่างประเทศเป็นแบบมาตรฐาน สำหรับคนที่มีประวัติครอบครัวต้องตรวจทุกคนและสามารถเลือกได้ว่าจะตัดออกก่อนหรือรอลุ้นว่าเป็นมะเร็งหรือไม่  ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายแล้วการตรวจยีนส์ในต่างประเทศเป็นเรื่องการมีข้อมูลเพิ่มขึ้น ศึกษามากขึ้นและนำมาใช้เพื่อให้ชีวิตคนดีขึ้นในแนวป้องกันไม่ให้เกิดก่อน




วิธีการป้องกันมะเร็งซึ่งเรารู้สาเหตุของมะเร็งเกิดจาก 2 สาเหตุ
1. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ในสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ส่วนใหญ่ เช่น การติดเชื้อ ถ้าหากเราหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน ลดโอกาสเซลล์ในร่างกายโดนโจมตีด้วยภูมิต้านทาน คือ ปฏิบัติตัวให้ดี ตื่นเช้าออกกำลังกาย นอนหลับเพียงพอ บางคนนอนดึกตื่นมาเจ็บคอ เพราะเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อราเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งทำให้เซลล์กลายพันธุ์ เพราะเชื้อเหล่านี้เมื่อภูมิตก เชื้อที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวคอยโจมตี  ภูมิต้านทานมองไม่เห็นผ่านไปแค่ไม่เกิน 15 ปีก็เป็นมะเร็ง
2. เรื่องของสารพิษ อาหารที่ทาน อากาศที่หายใจเข้าไป ถ้าเลือกได้ต้องเลือกในการป้องกันไม่ให้สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ตัวเรา วิธีการปรุงอาหารก็เช่นกัน อาหารที่ปรุงด้วยความร้อนทุกชนิดโดยเฉพาะความร้อนที่สูงขึ้นมากเท่าไหร่  เนื้อเยื่อของอาหารจะกลายและเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ก่อมะเร็งได้ แม้กระทั่งของดีๆก็เช่นกัน เช่น หมู นำไปทอดมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งมากที่สุด แต่ถ้านำไปนึ่งก็ลดความเสี่ยงลงมา นำไปตุ๋นข้ามคืนแต่ปรากฏว่าทอดแค่ 10 นาทีมีโอกาสสูงกว่าหมูตุ๋นทั้งคืนเพราะความร้อนต่ำไม่ก่อให้เกิดสารโพลิเมอร์
        ในแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นมะเร็งซึ่งไม่รวมกับผู้ป่วยเก่าเป็นจำนวนที่เยอะมาก แต่มะเร็ง คือ เนื้อเยื่อ เซลล์ต่างๆของเรา ไม่ว่าจะในเลือด กระดูก สมอง หรือส่วนต่างๆก็ตาม แต่เมื่อเป็นมะเร็งก็จะกลายเป็นไม่เหมือนเดิมกลายเป็นเซลล์ผิดปกติแล้วขยายตัวเพิ่มขึ้น  กินเซลล์เก่าให้เหลือน้อยลงแล้วแทนที่เซลล์ใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมจนเมื่อร่างกายสู้ไม่ไหวก็เสียชีวิต

หลักการรักษามะเร็งมีอยู่ 4 อย่างคือ
1.ผ่าตัด เรารู้ว่ามะเร็งคือสิ่งผิดปกติทางพันธุกรรมในเซลล์แล้วขยายมากขึ้นๆ ซึ่งเราเรียกกันว่า เนื้องอก แก้ไขโดยไปตัดเนื้องอกออก แต่สำหรับมะเร็งในระยะต้นเพื่อให้หาย เพราะยังไม่แพร่ไปยังบริเวณอื่นแต่อยู่เฉพาะที่
2.การฉายรังสี เมื่อยิงรังสีเข้าไปจะไปทำงายเซลล์ในจุดที่รังสีโฟกัส ส่วนใหญ่มักใช้ประกอบกับการผ่าตัด เพราะเมื่อผ่าตัดแล้วบางส่วนอาจจะยังไม่หมด ก็ใช้วิธีฉายรังสีฆ่าเซลล์เหล่านั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งขึ้นอยู่กับแพทย์ว่าควรฉายรังสีแบบใดและก็แล้วแต่เซลล์ในแต่ละจุด
3.การให้คีโม เคมีบำบัดฉีดและกินเข้าไปเพื่อฆ่าเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเยอะๆ เซลล์ที่มีการเจริญเติบโตมาก แต่ผลข้างเคียง คือ เซลล์ปกติที่มีการเจริญเติบโต เช่น เส้นผมก็โดนจัดการไปด้วย มีอาการเบื่ออาหาร ทานข้าวไม่ได้ ใช้ในรายที่มะเร็งกระจายไปหลายที่ไม่ได้อยู่จุดเดียว
4.ฮอร์โมน มะเร็งที่อยู่ในที่ที่สร้างฮอร์โมนจะใช้ตัวฮอร์โมนเข้าไปกำกับมะเร็งอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ทรมานเหมือนกัน





อาหารที่สามารถต้านมะเร็ง
        ถ้าเป็นข้าวให้ทานเป็นข้าวซ้อมมือ เพราะข้าวขัดขาวสารอาหารจำนวนมากที่อยู่ตรงเปลือกข้าวถูกขัดออกไป ให้พยายามใช้วิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่เฉพาะแค่อาหาร เหล้า เครื่องดื่ม อาหารรสจัดทั้งหลายให้หลีกเลี่ยง
Image result for ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องImage result for ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง


             ส่วนที่สำคัญอีกคือด้านจิตใจ ถ้าใจของเราอยู่ในบุญหมั่นนั่งสมาธิมากๆ พอใจใสจะมีพลังร่างกายจะทำงานอย่างสมดุลและไปจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เอง  เพราะร่างกายมีระบบคุ้มกันตัวเองอยู่แล้ว เหมือนทหารถ้าอ่อนแอข้าศึกบุก แต่ถ้าแข็งแรงก้เอาข้าศึกอยู่หมัด บางคนทำเช่นนี้คิดว่าตัวเองต้องเสียชีวิตแต่ปรากฏว่ามะเร็งดีขึ้นหรือหาย  เมื่อทำหลักการทางกายและใจถูกต้องร่างกายจัดการได้ รวมทั้งต้องมีพลังใจและสู้ ฉะนั้นจะตายไม่ตายอยู่ที่ใจของเราทั้งหมด มะเร็งเป็นสิ่งที่คร่าชีวิตคนไปมากมาย ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าเป็นวิถีของชีวิตแต่เรื่องจริงแล้วไม่ใช่วิถีของชีวิตที่แท้จริง

No comments:

Post a Comment